วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

7.บทความและงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย


เด็ก ADHD



 เราเคยเข้าใจคำว่า ADHD ไม่เป็นในวัยรุ่นที่อายุมากกว่า 15 ปี แต่ความคิดนี้เป็นจริงเพียงบางส่วน มีการวิจัยว่า ADHD เป็นในวัยรุ่นและพบได้บ่อยในวัยรุ่น ในปี ค.ศ. 1996 มีการศึกษา meta-analysis ที่ว่าทุกๆ ปี คนไข้ครึ่งหนึ่งจะหายจากโรค แต่การศึกษาถูกตำหนิว่ามีปัญหาในการทำ การวิจัยอื่นพบว่า restoration rate มีเท่ากับ 40-90% โดยพบว่าอัตราในคลินิกมีมากกว่าในชุมชน โดยทั่วไปเมื่อโตขึ้นอาการหุนหันพลันแล่น และความซนจะลดลง ทำให้เข้าใจผิดว่าหาย แต่ถ้าดูกันดีๆ จะพบว่าเขาจะยังมีความผิดปกติอยู่เมื่อเทียบกับเพื่อนอายุรุ่นเดียวกัน
        มีการศึกษา meta-analysis จาประเทศแคนาดาที่ศึกษาระดับของการทำงานพบว่า 1/3 จะปกติ ½ จะยังมีความผิดปกติมีอาการของ ADHD และส่วนน้อยที่จะต้องอยู่ในตึกผู้ป่วยจิตเวชแบบระยะยาว การศึกษาของLambert ก็บอกเช่นกันว่า 20% หาย 37% มีความผิดปกติด้านการเรียนและพฤติกรรมเหลืออยู่ และ 43% อาการคงเดิม สิ่งนี้บอกอะไรเรา มันบอกว่าเด็กบางคนหายจาก ADHD ได้ อาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนหน้า หรืออาจะเกิดจากโรคมีความรุนแรงต่างกันในแต่ละคน ทำให้เกิดปัญหาว่าจะสามารถหยุดยาได้ในคนไข้รายใด อย่างไรก็ตาม คนไข้ส่วนใหญ่ไม่หาย โยจะอยู่ในสองกลุ่มคือ
ADHD ที่ดีขึ้น ปัญหาลดลง
ADHD ที่ยังคงอยู่ และปัญหาก็ยังคงอยู่แต่ต้องเตือนไว้เสมอว่าคนไข้ ADHD มักเกิดร่วมกับ ปัญหาการเจ็บป่วยอย่างอื่น
       ปัญหาที่เสี่ยงในวัยรุ่น ได้แก่ การเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวล การเรียนไม่ดี และทำงานที่ต่ำต้อยในสังคม
       การวินิจฉัย ADHD ทำง่ายในเด็กอายุ 7-9 ปี แต่ถ้าเด็กหรือโตกว่านั้นจะดูยาก อาจต้องติดตามอาการนาน
โรคสมาธิสั้นหรือที่รู้จักกันในชื่อโรคเด็กซน
-จะเกิดร่วมกับโรคอื่นๆ ในเด็กอีกหลายโรค ได้แก่ โรคดื้อ (Oppositional) โรคเกเร (Conduct) โรคบกพร่องทางการเรียน (Learning)โรควิตกกังวล (Anxiety) โรคซึมเศร้า (Depression) ถ้าหากโรคสมาธิสั้นได้รับการวินิจฉัยช้าจนเด็กโต จะทำให้มีความเสี่ยงไปกระตุ้นต่อโรคอื่นให้รุนแรงมากขึ้นด้วย
อาการของสมาธิสั้น ประกอบด้วย อาการซน ไม่อยู่นิ่ง (Hyperactivity) และหุนหันพลันแล่น (Impulsive) อาการจะสังเกตเห็นได้ตั้งแต่เด็กอยู่ในวัยก่อนเข้าเรียน ซึ่งส่วนใหญ่อาการจะเห็นเด่นชัดมากขึ้นเมื่อเริ่มเข้าเรียน ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาเป็นอย่างมาก เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและผู้ใหญ่จะเกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้นอีก ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องโดยแพทย์ที่เข้าใจโรค
ระบาดวิทยา
ในเด็กผู้ชายจะพบโรคซน-สมาธิสั้นมากกว่าเด็กผู้หญิง 4-6 เท่า นับว่าเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตของเด็กที่พบบ่อยที่สุดและเป็นปัญหาเกี่ยวกับการเรียนด้วย
สาเหตุ
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของโรค ADHD แต่พอจะทราบ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค คือ
1. ปัจจัยทางพันธุกรรม
จากการวิจัยพบว่า พี่น้องท้องเดียวกัน ถ้าหากคนหนึ่งเป็นโรค ADHD พี่น้องคนอื่นจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้สูงถึง เท่า ในลูกฝาแฝดชนิดไข่ใบเดียวกัน โอกาสที่จะเป็นโรคนี้สูงถึงร้อยละ 51 ในไข่แฝด ใบ (คนละใบ) อีกคนหนึ่งจะมีโอกาสป่วยถึงร้อยละ 33 เชื่อว่ามีความผิดปกติที่ยีนชื่อ DRD4
2. ปัจจัยทางชีวภาพ
มีโรคหลายโรคของผู้ป่วยที่เกิดทางร่างกายและทางสมอง แล้วเป็นสาเหตุของโรคเด็กซน-สมาธิสั้น เช่น โรคลมชัก (ลมบ้าหมู) โรคขาดอาหาร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีน) เด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย ต้องอยู่ในตู้อบ โรคสมองอักเสบในเด็ก โรคพยาธิสมองในเด็ก จากการศึกษาพบว่ามีความผิดปกติในการทำงานของสมอง โดยสมองจะมีขนาดเล็กกว่าปกติ และมีสารซึ่งช่วยส่งสัญญาณของระบบประสาทต่ำกว่าปกติ
3. ปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
ได้แก่ ปัญหาการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมภายในบ้านไม่เหมาะสม ปัญหาทางด้านจิตใจของพ่อแม่ หรือผู้ดูแลเด็ก ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ADHD โดยตรง แต่จะเป็นตัวกระตุ้นเด็กที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคซน-สมาธิสั้นอยู่แล้ว ทำให้เกิดอาการปรากฏชัดขึ้น และมีอาการรุนแรงขึ้นด้วย
การวินิจฉัยอาการและอาการแสดง
1. อาการขาดสมาธิ เด็กจะมีลักษณะวอกแวกง่าย ขาดความตั้งใจในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่ต้องใช้สมาธิ เด็กจะแสดงอาการเหม่อลอยบ่อยๆ ฝันกลางวัน ทำงานไม่เสร็จ ผลงานมักจะออกมาไม่เรียบร้อยตกๆ หล่นๆ เด็กจะมีลักษณะเป็นคนขี้ลืม ทำของใช้หายเป็นประจำมีลักษณะเหมือนไม่ฟังเวลามีคนอื่นพูดด้วย เวลาสั่งให้เด็กทำงานอะไรเด็กมักจะทำหรือทำครึ่งๆ กลางๆ เด็กเหล่านี้จะมีอาการติดตัวไปจนถึงเป็นผู้ใหญ่
2. อาการซน เด็กมีลักษณะอาการซนยุกยิก อยู่ไม่สุข นั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยได้ ต้องลุกเดิน หรือขยับตัวไปมา ชอบปีนป่าย เล่นเสียงดัง เล่นผาดโผน หรือทำกิจกรรมที่เสี่ยงอันตราย ประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ จากความซน และความไม่ระมัดระวัง พูดมาก พูดไม่หยุด อาการนี้เห็นได้ชัดในเด็กเล็กๆ เมื่อโตขึ้นอาการซนจะลดลงตามวัย จนเหลือแต่อาการกระสับกระส่ายกระวนกระวายใจ เวลาต้องอยู่นิ่งๆ ในวัยผู้ใหญ่หรือวัยรุ่น
3. อาการหุนหันพลันแล่น เด็กจะมีอาการวู่วาม ใจร้อน ทำอะไรลงไปโดยไม่คิดล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขาดความระมัดระวัง เช่น วิ่งข้ามถนนโดยไม่มองซ้ายมองขวา เวลาต้องการอะไรจะต้องได้ทันที รอคอยไม่ได้ เวลาอยู่ในห้องเรียนมักพูดโพล่งออกมา โดยไม่ขออนุญาตครูก่อน มักจะตอบคำถามโดยที่ฟังยังไม่ทันจบ ชอบพูดแทรกในเวลาที่ผู้อื่นกำลังคุยกัน หรือกระโดดเข้าเล่นร่วมลงโดยยังไม่ทันขออนุญาตก่อน เวลาทำการบ้านมักจะทำให้เสร็จไวๆ โดยไม่คำนึงถึงว่างานจะถูกต้องเสร็จเรียบร้อยหรือไม่
4. อาการอื่นๆ ในบางรายเด็ก ADHD จะมีอาการดื้อ ต่อต้าน เกเร ก้าวร้าว หรือมีพฤติกรรมอื่นๆ ร่วมด้วย บางรายอาจจะมีพัฒนาการเด็กล่าช้า มีปัญหาทางด้านภาษา และการพูด บางรายจะมีปัญหาการประสานงานกล้ามเนื้อไม่ดี ปัญหาการเรียนรู้บกพร่อง ในบางรายอาจจะมีอาการทางจิตเวชเกิดร่วมด้วย เช่น อาการซึมเศร้า และโรควิตกกังวล
สรุปอาการขาดสมาธิ ประการ คือ
1. ไม่สามารถจดจำรายละเอียดของงานได้ มักจะทำผิดเนื่องจากขาดความรอบคอบ
2. ไม่มีสมาธิในการทำงาน หรือเล่น
3. ไม่สนใจฟังคำพูดของคนอื่น
4. ไม่สามารถตั้งใจฟัง และเก็บรายละเอียดของคำสั่งได้
5. ทำงานไม่เป็นระเบียบ
6. ไม่เต็มใจ หรือเลี่ยงการทำงานที่ต้องใช้ความคิด
7. ทำของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้ในการเรียนหรือการทำงานหายบ่อยๆ
8. วอกแวกง่ายๆ
9. ขี้ลืมบ่อยๆ ในกิจวัตรประจำวันของงานที่ทำ
ผู้ป่วยต้องมีอาการอย่างน้อย อาการจาก อาการขึ้นไป และเป็นอย่างน้อย เดือน
อาการซน หุนหันพลันแล่น ประการ คือ
1. ยุกยิก อยู่ไม่เป็นสุข ชอบขยับมือ ขยับเท้าไปมา
2. ชอบลุกจากที่นั่งเวลาเรียน หรือสถานที่ที่จำกัดให้ต้องนั่งเฉยๆ
3. ชอบวิ่งหรือปีนป่ายสิ่งต่างๆ (ในวัยรุ่นอาจจะแค่กระวนกระวายใจเท่านั้น)
4. ไม่สามารถเล่น หรือนั่งนิ่งอยู่เงียบๆ ได้
5. ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาเหมือนมีเครื่องยนต์ติดตัว
6. พูดมาก พูดไม่หยุด
7. ชอบโพล่งคำตอบเวลาครูหรือพ่อแม่ถาม โดยที่ฟังคำถามยังไม่จบ
8. มีความลำบากในการเข้าคิวหรือการรอคอย
9. ชอบขัดจังหวะ หรือสอดแทรกเวลาผู้อื่นคุยกันหรือแย่งเพื่อนเล่น
การวินิจฉัยโรค ต้องมีอาการ อย่างใน อย่างขึ้นไปนานกว่า 6 เดือน ก่อนอายุ ปี และอาการต้องเกิดอย่างน้อย แห่ง เช่น ที่บ้าน ที่โรงเรียน การทำงาน การเข้าสังคม ซึ่งอาการทั้ง ข้อนี้ ไม่ได้เกิดต่อเนื่องหลังจากผู้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช
การรักษา
การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการผสมผสานกันระหว่างการรักษา ด้วยการปรับพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม กับการรักษาทางยา
การปรับพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย
1. การฝึกสอนพ่อ แม่ ต้องอธิบายให้พ่อแม่เข้าใจว่า โรคเด็กซน-สมาธิสั้น นั้นเกิดจากการทำงานของสมองไม่ดี เกิดจากความตั้งใจก่อกวน โดยพฤติกรรมของเด็กเอง
พ่อแม่ต้องเรียนรู้วิธีการดูแลเด็ก
เด็กเหล่านี้จะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนในสังคม เด็กจะทรมานกับการทำการบ้านแต่แล้วก็ลืมเอาไปส่งครู เด็กจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมชั้น พี่น้อง ส่วนพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจเด็กก็จะไม่สนใจเนื่องจากเด็กจะไม่เชื่อฟังพ่อแม่จะไม่สามารถควบคุมเด็ก เด็กจะไม่มีระเบียบวินัย ต่อมาพ่อแม่ก็จะใช้วิธีดุ ตีแม้ว่าจะทราบว่าเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องแต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร พฤติกรรมการดุด่าและการลงโทษจะทำให้อาการของเด็กแย่ลง เด็กจะดื้อมากขึ้น ต่อต้าน ก้าวร้าว วิธีการที่ดีกว่าคือ การให้คำชมหรือรางวาลเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้อง และควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมโดยการงดกิจกรรมที่เด็กชอบ หรือตัดสิทธิอื่นๆ
ทั้งพ่อแม่และเด็กจะต้องปรึกษาจิตแพทย์ หรือทีมสุขภาพจิต เพื่อช่วยกันประคับประคองความรู้สึก พฤติกรรมให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง พ่อและแม่ต้องพูดคุยกับแพทย์เพื่อที่จะได้ช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับข้อจำกัด ที่ตัวเด็ก และช่วยแนะนำแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อให้เด็กได้ใช้ความสามารถด้านอื่นทดแทนในส่วนที่บกพร่อง
2. การแนะนำต่อครู คุณครูควรจัดที่นั่งเด็กแถวหน้าหรือกลางห้อง ถ้าเด็กหมดสมาธิก็ให้โอกาสไปเดินได้ ชมเชยเมื่อเด็กทำดี แต่อย่าดุหรือลงโทษเมื่อทำผิด การสั่งการบ้านควรเขียนให้ชัดเจนให้เด็กทำงานทีละอย่าง อย่ามากไป อย่าตำหนิติเตียนเด็กอย่างรุนแรง พยายามเข้าใจและหาจุดดีของเด็ก สร้างความเข้าใจและอาจจำเป็นต้องสอนพิเศษ
3. แนะนำที่ตัวเด็กเอง เด็กควรได้รับการสอนเป็นพิเศษ เมื่อเรียนไม่ทัน มีการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ถ้าหากเด็กมีอาการโรคจิตอื่นๆ ด้วยต้องได้รับการบำบัด เด็ก ADHD ที่ขาดทักษะทางสังคมต้องมีการฝึกฝนทางสังคม ให้เข้ากับผู้อื่นได้ การฟัง การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การแสดงออกที่เหมาะสมในโรงเรียน ควรจะมีการฝึกฝนสมาธิสำหรับเด็กด้วย 
การรักษาด้วยยา
แพทย์ที่รักษาโรคเด็กจะให้ยารักษาอาการซึมเศร้า ยากระตุ้นทางจิตเวช ยาต้านอัดรีเนอร์จิด และยาจิตเวช ต้องระมัดระวังใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ปลอดภัย ใช้ง่าย มีผลข้างเคียงน้อย ขภาพ

6.บทความและงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย


กิจกรรมพัฒนาภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย



  ภาษาเป็นการใช้คำศัพท์และไวยากรณ์เพื่อการสื่อความหมายในรูปแบบการพูด การเขียนหรือภาษาสัญลักษณ์ การใช้ภาษาของเด็กปฐมวัยเป็นการสื่อด้วยภาษาสัญลักษณ์มากกว่าการพูดหรือเขียน เด็กมีภาษาและวิธีการของเด็ก รูปแบที่เด็กแสดงออกมาที่สุดคือ ศิลปะ  การเคลื่อนไหวร่างกาย  ดนตรี  การพูด และตามด้วยกรเขียน  การเรียนรู้ภาษาของเด็กเป็นแรงขับดัน(Drive) ภายในตนประสานกับปฏิสัมพันธ์ (Interaction)กับบุคคลภายนอกและสิ่งแวดล้อมที่ต่อเนื่องกัน ดังนั้นในการสอนภาษาเด็กต้องเริ่มจากสิ่งที่เด็กสามารถสื่อได้มากที่สุดก่อน เด็กจึงจะสามารถพัฒนาทักษะภาษาได้ตามลำดับ
    สิ่งที่สำคัญที่ต้องนำมาใช้เป็นหลักในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาภาษาให้กับเด็กคือพัฒนาการของเด็ก ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ภาษาของเด็กดังนี้
    * พัฒนาการทางด้านร่างกาย ได้แก่ ความสามารถในการพูด  การฟัง  ซึ่งหมายถึงความสามารถของการได้ยิน การบอกซ้ายขวา การให้เด็กแสดงออกของท่าทางตามคำศัพท์ เป็นต้น
    * พัฒนาการทางสังคม การให้เด็กพูด เด็กเล่าหรือตอบคำถาม ในการสร้างความกล้าของเด็กในการมีปฏิสัมพันธ์ แต่ถ้าเด็กพูดน้อยจะมีปัญหา
    * พัฒนาทางอารมณ์ มีผลต่อเด็กทั้งทางด้านบวกและด้านลบ โดยเฉพาะเด็กขี้อาย ขาดความมั่นใจ เด็กควรได้แสดงความสามารถทางภาษาที่เด็กอิสระทีสุด คือ การวาดภาพ ดนตรี
    * พัฒนาทางปัญญา สมองเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทางภาษาและปัญญา การได้พูดได้แสดงออกเป็นการฝึกการรับรู้และพัฒนาทางภาษา กิจกรรมทางภาษาที่จัดให้กับเด็กต้องเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กเกิดมโนทัศน์ของคำ ฝึกการใช้เสียง การพูด การแต่งประโยค การตอบคำถามและการเล่าเรื่อง
     กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาของเด็กจะต้องมีหลากหลายและกระตุ้นให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาภาษาได้โดยตรง เช่น
     - กิจกรรมรักการอ่าน สร้างเสริมนิสัยรักการอ่านหนังสือและการใช้หนังสือ
     - กิจกรรมเล่าเรื่อง
     - กิจกรรมวาดภาพเป็นเรื่อง
     - กิจกรรมนิทานบทบาทสมมุติ
     - กิจกรรมการฟัง เช่น ปฏิบัติตามคำสั่ง ซ้าย-ขวา
     - กิจกรรมสนทนา
     - กิจกรรมการเขียน
     - กิจกรรมบอกชื่อ
     - กิจกรรมเรียงตัวพยํญชนะ
     - กิจกรรมหนังสือเล่มน้อยของฉัน




5.บทความและงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย


กิจกรรมพัฒนาการฟังสำหรับเด็กปฐมวัย



เด็กเริ่มเรียนรู้ภาษาจากการฟังแล้วเลียนแบบเสียง  เลียนแบบการใช้คำ  ซึ่งนำไปสู่การพูด การฟังเบื้องต้นของเด็กในโรงเรียนเป็นการฟัง คำพูด ฟังเสียงดนตรี ฟังเสียงธรรมชาติและฟังเรื่องราวโดยเฉพาะนิทาน แล้วฝึกการถ่ายทอดด้วยการบอก การถาม การสนทนา และการเล่าเรื่อง ซึ่งการฟังนอกจากจะช่วยให้เด็กพัฒนาแล้วยังสร้างความเข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยลักษณะของการฟังอาจเป็นการฟังจับเรื่อง  การฟังอย่างซาบซึ่ง การฟังเพื่อการวิเคราะห์ หรือการฟังเพื่อรู้และเข้าใจ
       การฟังของเด็กเป็นการรับรู้เรื่องราวด้วยประสาทสัมผัสทางหูที่เด็กสะสมและนำไปสร้างเสริมพัฒนาการทางภาษามากกว่าการใช้เพื่อพัฒนาปัญญา เด็กจะเก็บคำพูด จังหวะ เรื่องราว จากสิ่งที่ฟังมาสานต่อเป็นคำศัพท์ เป็นประโยคที่จะถ่ายทอดไปสู่การพูด ถ้าเรื่องราวที่เด็กได้ฟังมีความชัดเจน ง่ายต่อการเข้าใจ เด็กจะได้คำศัพท์และมีความสามารถมากขึ้น พัฒนาการด้านการฟังของเด็กตามวัยเป็นดังนี้
       อายุ ขวบ ชอบฟังคำพูดสั้นๆ จูงใจ  ฟังเรื่องสั้นๆ และเพลงกล่อมเด็กวัยนี้ชอบคำซ้ำและเลียนแบบเสียง
       อายุ ขวบ ชอบฟังเสียงต่างๆ เช่น เสียงสัตว์  ยานพาหนะ  เครื่องใช้ในครัวเรือน ชอบฟังนิทาน ฟังได้นานและฟังอย่างตั้งใจ สามารถเข้าใจภาษาพูดง่ายๆของผู้ใหญ่ ทั้งคำถามและปฏิเสธ ชอบทดลองทำเสียงเหมือน เช่น เสียงรถยนต์  รถไฟ 
       อายุ ขวบ  ฟังเรื่องได้นานขึ้น เริ่มตีความหมายเรื่องที่ฟัง เช่น ถามคำถามหรือต่อเรื่องได้ วัยนี้สามารถปฏิบัติตามคำสั่งง่ายๆได้ ชอบฟังเรื่องซ้ำๆและสามารถจำแนกความแตกต่างของเสียงได้
       อายุ ขวบ  ชอบฟังนิทาน เพลง เล่นภาษา เช่น คำคล้องจอง สามารถเข้าใจคำพูดข้อความยาวๆได้ ความเข้าใจทำให้เด็กวัยนี้พูดเก่งและจำแม่น
       อายุ ขวบ ฟังเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆรอบตัวได้ และเข้าใจ ถ้าไม่ซับซ้อนเกินไป
       กิจกรรมการฟัง ที่ครูควรจัดได้แก่ การฟังนิทาน ฟังคำสั่ง ฟังการจำแนกเสียงลักษณะของการจัดกิจกรรมอาจนำไปสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนรู้อื่นๆหรือจัดแยกเป็นกิจกรรมอิสระก็ได้




4.บทความและงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย


ผลของเด็กที่เกิดจากการดูทีวี



ผลการศึกษาในสหรัฐพบว่า หากให้เด็กอายุ 3 ขวบดูโทรทัศน์มากเท่าไรอาจทำให้เด็กเสี่ยงเป็นคนก้าวร้าวมากขึ้นเท่านั้น ความเสี่ยงนี้ยังคงอยู่แม้เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้โดยที่เด็กไม่ได้ดู
เจน นิเฟอร์ แมนกาเนลโล จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก ที่อัลบานีร่วมกับคณะสาธารณสุขและเวชศาสตร์ เขตร้อน มหาวิทยาลัยทูเลน ศึกษากับสตรี 3,128 คน ใน 20 เมืองที่มีลูกช่วงปี 2541-2543 ระดับการศึกษาหลากหลายแต่ 1 ใน 3 เรียนไม่จบระดับมัธยมศึกษา สตรี 2 ใน 3 เผยว่าให้ลูกวัย 3 ขวบดูโทรทัศน์วันละไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 3 ชั่วโมง สตรีส่วนใหญ่เปิดโทรทัศน์วันละ 5 ชั่วโมง และเมื่อนำปัจจัยที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ความรุนแรง มีมารดาเป็นโรคซึมเศร้า มาคำนวณร่วมด้วยพบว่า การดูโทรทัศน์และจำนวนชั่วโมงที่เปิดโทรทัศน์มีส่วนสัมพันธ์อย่างมากกับ พฤติกรรมก้าวร้าว เช่น ชอบตีคนอื่น อารมณ์ร้าย ไม่เชื่อฟัง กรีดร้องบ่อย ๆ
คณะ นักวิจัยระบุว่า เด็กอาจเห็นภาพความรุนแรงจากโทรทัศน์ และการใช้เวลานั่งอยู่หน้าจอมากเท่าไรเท่ากับว่าเด็กมีเวลาทำกิจกรรมสร้าง สรรค์เช่น การอ่านหนังสือ การเล่นน้อยลงเท่านั้น จึงต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเกี่ยวกับเนื้อหาของรายการโทรทัศน์และสิ่งที่ เกิดขึ้นภายในบ้านในช่วงที่เปิดโทรทัศน์ พร้อมกับหยิบยกคำแนะนำของสมาคมกุมารเวชอเมริกันไว้ในรายงานด้วยว่าไม่ ควรให้ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบดูโทรทัศน์เลย ส่วนเด็กที่โตกว่า 2 ขวบไม่ควรให้ดูโทรทัศน์เกินวันละ 2 ชั่วโมง




3.บทความและงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย



เด็กกับการอ่าน



พับลิชเชอส์วีคลี รายงานผลวิจัยเรื่องการอ่านของเด็กและครอบครัว โดยได้รับความสนับสนุนจากสำนักพิมพ์สกอแลสติค สำรวจการอ่านเพื่อความบันเทิงของเด็กอเมริกันวัย 5-17 ปี พบว่าเด็กร้อยละ 92 สนุกกับการอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิง (นั่นคือไม่นับพวกหนังสือเรียน) แต่เด็กจะอ่านน้อยลงมากเมื่ออายุเกิน 8 ปี และยิ่งอายุมากขึ้นสู่วัยรุ่นเท่าใด ก็ยิ่งอ่านน้อยลงเท่านั้น
โดยรวมแล้วเด็กร้อยละ 30 อ่านหนังสือเป็นประจำ เด็กวัย 5-8 ปีร้อยละ 44 อ่านหนังสือเป็นประจำ แต่กลุ่มเยาวชนอายุ 15-17 ปีนั้น มีเพียงร้อยละ 16 ที่อ่านหนังสือเป็นประจำ ส่วนร้อยละ 46 อ่านนานๆ ครั้ง (เป็นประจำคืออ่านทุกวัน นานๆ ครั้งคืออ่านเดือนละไม่เกิน 2-3 ครั้ง)
ผลการศึกษาพบว่าที่อัตราการอ่านลดลงมากเมื่อวัยเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากผู้ปกครองไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดี มีพ่อแม่เพียงร้อยละ 21 เท่านั้นที่อ่านหนังสือเป็นประจำ
ลูกของพ่อแม่ที่อ่านหนังสือเป็นประจำจะชอบอ่านหนังสือเป็นประจำ (คิดเป็นร้อยละ 53) เมื่อเทียบกับลูกของพ่อแม่ที่อ่านนานๆ ครั้ง มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่จะอ่านหนังสือเป็นประจำ
สำนักพิมพ์แนะนำว่าถึงพ่อแม่จะไม่ค่อยอ่านหนังสือ ก็ควรสนับสนุนให้ลูกรักการอ่านโดยอ่านหนังสือให้ลูกฟัง อย่าเพิ่งหยุดอ่านเมื่อลูกอายุแปดปี เมื่อเด็กโตขึ้นและอ่านได้เองเพิ่มขึ้น พ่อแม่ยิ่งต้องช่วยแนะนำหนังสือให้ลูกอ่าน
เด็กที่อ่านหนังสือเป็นประจำบอกว่าพ่อแม่เป็นผู้แนะนำหนังสือให้อ่านมากเป็นอันดับสอง รองจากบรรณารักษ์และห้องสมุดเท่านั้น (ตามมาด้วยเพื่อน ครู และร้านหนังสือ) ในขณะที่เด็กอ่านหนังสือนานๆ ครั้งบอกว่าได้แนวทางการอ่านมาจากครู เพื่อน บรรณารักษ์ ทีวี และพ่อแม่ ตามลำดับ
การแนะนำหนังสือมีความสำคัญยิ่งต่อการอ่าน เหตุผลข้อหลักที่ทำให้เด็กไม่อ่านหนังสืออีกต่อไป เนื่องมาจากเด็กไม่เจอหนังสือที่ตัวเองชอบ บริษัทผู้สำรวจข้อมูลตั้งข้อสังเกตว่า "พ่อแม่อาจนึกไม่ถึงว่าการที่เด็กๆ จะหาหนังสือที่ตัวเองชอบได้นั้น เป็นเรื่องยากแค่ไหน" เหตุผลข้อรองๆ ลงมาที่ทำให้เด็กไม่อ่านหนังสือคือ มีอย่างอื่นที่อยากทำมากกว่า, มีการบ้านเยอะ, ไม่มีเวลาอ่าน, เหนื่อยเกินไปที่จะอ่าน
ส่วนพ่อแม่นั้นมักเข้าใจว่าเหตุผลข้อหลักที่ลูกไม่อ่านหนังสืออ่านเล่นเป็นเพราะมีการบ้านเยอะ
การศึกษานี้ยังพบว่าเด็กร้อยละ 41 ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในการอ่าน โดยแบ่งเป็นอ่านจากคอมพิวเตอร์ 23% จากไอพ็อด 5% เครื่องเล่น MP3 อื่นๆ 2% พีดีเอ (เครื่องช่วยงานส่วนบุคคลแบบดิจิทัล) 1% ที่เหลือเป็นอื่นๆ ผลการสำรวจพบว่าเด็กที่อ่านหนังสือโดยใช้เทคโนโลยีมักอยู่ในกลุ่มคนอ่านหนังสือเป็นประจำ (ซึ่งผลสำรวจบอกว่าอาจเป็นเพราะเด็กกลุ่มนี้มีพ่อแม่ที่ผลักดันเรื่องการอ่านมากกว่า)
เร็วๆ นี้ การ์เดียน รายงานผลสำรวจจากสกอแลสติกบุ๊คคลับและบุ๊คแฟร์ ว่าพ่อแม่สมัยนี้เลิกอ่านหนังสือก่อนนอนให้ลูกฟังเร็วขึ้น มีเด็กวัย 12 ปีเพียงร้อยละ 3 ที่บอกว่าพ่อแม่ยังอ่านหนังสือให้ฟังทุกคืนก่อนนอน สำหรับเด็กวัย 7-12 นั้นมีร้อยละ 10 ที่บอกว่าพ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟังทุกคืน ครั้นเมื่อไปถามพ่อแม่เด็กวัย 7-12 กลุ่มเดียวกับที่สำรวจ พ่อแม่มากกว่าหนึ่งในสามบอกว่าตัวเองอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน แสดงว่าพ่อแม่มองโลกแง่ดีกว่าที่เป็นจริง (หรือลูกมองโลกแง่ร้ายเกิน?)
เราเริ่มอ่านหนังสือให้เด็กฟังได้ตั้งแต่เขายังเล็กมากๆ ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการของอเมริกาบอกว่าตั้งแต่แรกเกิดจนถึงสามปี เด็กสามารถเลียนเสียงที่ได้ยิน เริ่มเชื่อมโยงเสียงคำที่ได้ยินกับความหมายของคำ เด็กจำหนังสือจากหน้าปกได้แล้ว ทำท่าทำทางเหมือนกำลังอ่านหนังสือได้ เข้าใจว่าควรถือหนังสืออย่างไร สามารถระบุสิ่งของในหนังสือได้ พูดชื่อตัวละครในหนังสือได้ ดูรูปในหนังสือแล้วรู้ว่าเป็นภาพแทนของที่มีในโลกจริง เด็กฟังเรื่องราวได้ ขอให้ผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟังได้ เริ่มเขียนเส้นและวาดรูป โลกของเด็กช่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้นพ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังได้ตั้งแต่เด็กยังแบเบาะ ตั้งแต่ก่อนเด็กจะพูดได้ ให้เด็กได้เห็นและจับต้องหนังสือ
เมื่อเด็กโตขึ้นจะมีพัฒนาการมากขึ้นตามวัย เด็กเล็กๆ ชอบให้คนอ่านหนังสือให้ฟัง ไม่เบื่อเรื่องซ้ำ ชอบภาษาที่มีสัมผัส พ่อแม่อาจหาข้อมูลเกี่ยวกับการอ่านหนังสือให้ลูกฟังได้จากอินเทอร์เน็ต เช่นเว็บ Reading is Fundamental
ดอทไปเห็นหนังสือแปลออกใหม่เรื่อง มหัศจรรย์แห่งการอ่าน เขียนโดย เมม ฟ็อกซ์ สำนักพิมพ์คลินิกสุขภาพในเครืออมรินทร์ เกี่ยวกับการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ดูแล้วน่าอ่านทีเดียวสำหรับพ่อแม่
แต่พ่อแม่ที่จะแนะนำหนังสือดีให้ลูกอ่านได้ ก็ต้องเป็นคนรักการอ่านด้วย มิฉะนั้นจำเป็นต้องมีบรรณารักษ์ที่เก่งและที่ดีเป็นผู้แนะนำหนังสือ บรรณารักษ์ไม่กี่คนสามารถกำหนดชะตากรรมนักอ่านเยาวชนได้นับร้อยพัน การเลือกหนังสือของบรรณารักษ์มีค่าและมีความสำคัญยิ่ง
หนังสือเด็กเป็นหนังสือที่แพงที่สุดกว่าหนังสือวัยอื่น เนื่องจากการผลิตจะต้องดีทุกขั้นตอนโดยคำนึงถึงคุณภาพ ผู้ที่เขียนหนังสือให้เด็กอ่านจะต้องเขียนแต่งานที่ดีที่สุดเท่านั้น ใครจะรู้ว่าหนังสือเล่มหนึ่งอาจเป็นเล่มแรกในชีวิตของเด็กสักคนหนึ่งก็ได้ อาจทำให้เด็กคนหนึ่งๆ รักและหลงใหลในการอ่าน อาจทำให้เด็กคนหนึ่งๆ เลิกอ่าน (ดังนั้นจึงไม่มีอะไรเลวไปกว่าการทำหนังสือเด็กชุ่ยๆ อีกแล้ว) รูปเล่มต้องสวยงาม มีสีสัน สภาพแข็งแรง ผลิตโดยใช้วัสดุที่ปลอดภัย เมื่อหนังสือเด็กมีราคาแพง ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีห้องสมุดมากๆ อยู่ทั่วประเทศ ในห้องสมุดเหล่านั้นควรมีหนังสือดีสำหรับเยาวชนมากๆ ให้พ่อแม่ยืมไปอ่านให้ลูกฟังได้เรื่อยๆ บ้านเราพยายามพัฒนายกระดับตัวเองหลายด้านเช่นจัดงานหนังสือ แต่อย่าลืมสนใจผลิตผู้คนรักการอ่านที่จะเป็นคนแนะนำหนังสือดีให้คนอื่นๆ --ให้กับคนรุ่นหลังที่เป็นอนาคตของเรา
อ่านหนังสือให้เด็กฟังตั้งแต่วันนี้กันเถิด เราคงไม่อยากให้เด็กลงเอยอย่างที่การ์เดียนจบบทความว่า -- แล้วลูกหมีถามว่า "จะอ่านอะไรให้หนูฟัง?" พ่อหมีบอกว่า "ไร้สาระน่า" ลูกหมีจึงไปดาวน์โหลดไฟล์เสียง MP3 ของ นิทานก่อนนอนสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวน้อย มาฟัง แล้วหลับทั้งน้ำตาอย่างที่เคยเป็นมาทุกคืน